AAAAAA

Momentum Indicator คือหนึ่งในดัชนีชี้วัดของการพิจารณาทางเทคนิค(ใช้ทิศทางของหุ้นหรือเครื่องไม้เครื่องมือทางสถิติต่างๆ )  ที่ใช้ในการคำนวนการเปลี่ยนแปลงราคาของเครื่องมือเรื่องการเงินสำหรับระยะเวลาใดๆการประยุกต์ใช้ และ การตีความหมาย Momentum ตัวบ่งชี้ มี 2 วิธี1. ในฐานะที่เป็นเข็มชี้ตามแนวโน้ม (trend-following oscillator) ซึ่งเหมือนกับ Moving Average Convergence/Divergence MACD- โดยเครื่องหมายซื้อหาเกิดขึ้นเมื่อ Momentum indicator ทำจุดต่ำและเริ่มต้นปรับตัวขึ้น- โดยเครื่องหมายขายก่อกำเนิดขึ้นเมื่อ Momentum ตัวบ่งชี้ ทำจุดสูงและเริ่มปรับตัวลง ซึ่งมีการพาค่ากลางเคลื่อนตัวรูปแบบสั้น (short moving average) มาใช้ในการหาจุดปรับตัวที่แน่ชัดยิ่งขึ้นของ indicator- ซึ่งความต่อเนื่องของแนวโน้มปัจจุบันมีความแน่วแน่ถ้า Momentum ตัวบ่งชี้ มีค่าสูงมากๆหรือต่ำมากๆ ถ้า ตัวบ่งชี้ ทำจุดสูงและปรับตัวลง มูลค่าคาดว่าจะเพิ่มขึ้น- แต่ว่าจะในประเด็นไหนก็ตาม ไม่ต้องรีบเร่งเปิด (ปิด) สถานะจนกว่าราคาจะปรากฏขึ้นตามเครื่องแสดงของ indicator2.ในฐานะที่เป็น indicator ที่ใช้สำหรับนักชี้นำ วิธีการแบบนี้อยู่ในสภาพบนขั้นพื้นฐานของสมมติฐานที่ว่าช่วงสุดท้ายของทิศทางขาขึ้นมักตามมาด้วยการเพิ่มยิ่งขึ้นของมูลค่า (เหตุเพราะคนส่วนใหญ่มีความเข้าใจว่าทิศทางจะยังคงปรากฏขึ้นอย่างต่อเนื่อง) และการสิ้นสุดของการตลาดขาขึ้นจะตามมาด้วยการถดถอยอย่างรวดเร็วของราคา(เนื่องด้วยคนส่วนมากมานะพยายามออกจากตลาดหุ้น)- เมื่อตลาดใกล้จุดสูงสุด มักตามมาโดยการเบรคขึ้นอย่างรวดเร็วของ Momentum indicator จากนั้นดัชนีชี้วัดจะเริ่มลดลงในขณะที่ราคาคงยังมากขึ้นและเคลื่อนที่ในแนวราบ ในเวลาถอยหลังเข้าคลองของทางตลาด Momentum แย่อย่างรวดเร็วและกับตัวขึ้นเป็นเวลานานก่อนที่ราคาจะเริ่มฟื้น ในกรณีทั้งสอง เกิดการลู่ออก (divergence) ในระหว่าง ตัวบ่งชี้ และ มูลค่าการคำนวณMomentum จะคำนวณโดยประเมินส่วนของมูลค่าวันนี้ต่อราคาในเวลา (N) ระยะเวลา ที่ผ่านมาMOMENTUM = CLOSE(i)/CLOSE(i-N)*100ครั้น :CLOSE(i)  คือ ราคาที่ปิดของแท่งมูลค่าสมัยปัจจุบันCLOSE(i-N)  คือ ราคาที่ปิดของแท่งมูลค่าในเวลา N ช่วงระยะเวลา ที่ผ่านมา

AAAAAA

ซึ่งสำหรับเงินลงทุนในตลาดหลักทรัพย์หรือว่าที่คุณร้องเรียกกันทั่วๆไปทว่า ‘การเล่นหุ้น‘ นั้นได้หลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับว่านักลงทุนมักนิยมชมชอบหรือสันทัดตรวจสอบหุ้นในแบบใด เราได้ข้อปฏิบัติในเวลาที่ตลาดหลักทรัพย์วิบัติมาให้เลยอ่านกัน เรามาเริ่มต้นกันเลย1. เรียกสมาธิ เรียกเงิน การพิพากษาโดยอารมณ์รุนแรง (อย่างเช่นโลภโมโทสัน โกรธหรือกลัว) ค่อนข้างคือการตกลงใจที่ไม่ถูกต้องซักเท่าใด สมมติว่าไม่มั่นใจก็ลองนึกถึงการตัดสินในชีวิตของคนเราว่าที่ผ่านมาว่าเขาดีหรือเพราะอะไร สถานการณ์ตลาดหุ้นแบบนี้มีโอกาสสูงที่เราจะปรับเปลี่ยนพร้อมกับอ่อนไหวไปตามอารมณ์ของตลาด เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญนั่นก็คือเราจำเป็นจะต้องดูแลรักษา “สติ” ไว้ให้ได้ หากเราเครียดมากก็ไปพักซักนิด ใครไม่เคยนั่งสมาธิตอนนี้ก็อาจจะเป็นโอกาสที่ดีในการเริ่มต้นฝึกฝน ถ้าเราไม่รู้จะทำอย่างไรก็อาจจะปล่อยปัญหาลงบ้าง การแบกเขาโดยบนหลังตลอดเวลาไม่ใช่การแก้ไขปัญหาที่ดีเลย2. หา “ช่องทาง” ใน “วิกฤต” สิ่งที่ดูเหมือนว่าการ Installโทษได้จากเบื้องบนอาจแฝงไปด้วยช่องทางสั้นๆมีค่ามากมาย อย่างตั้งคำถามตัวเองทว่าคุณได้เรียนรู้อะไรบ้าง ผมทราบว่าเดี๋ยวนี้ทุกคนคงจะทำใจเลยยาก แต่ถ้าว่าลองคิดดูว่าสิ่งที่บังเกิดขึ้นนี้มันดีกับคุณยังไง? เขาคงจะจะช่วยเป็นความบันดาลใจมอบหาความรู้เพิ่มเติม ทำให้เราเรียนรู้ข้อเสียของแบบเงินลงทุนคุณ ทำให้เรานั้นเข้าใจ “ความรู้สึก” กับข้อบกพร่องของตนเองเลยดีขึ้น ทำให้เรารู้ว่าสิ่งสื่งสำคัญในชีวิตนั่นก็คืออะไร3. สำรองเงินทุนสำรองไว้ใช้ในสิ่งที่จำเป็น ถ้าเงินถุง เงินถังที่เราลงทุนเป็นเงินทองที่เรา “เสียมิได้” พูดถึงมันมีผลต่อการดำเนินชีวิตในคุณกับครอบครัว เช่นเงินทองการศึกษาของลูก เงินค่ารักษาพยาบาลของบิดามารดา (โดยส่วนตัวกระผมไม่แนะนำให้เงินที่จำเป็นต้องใช้ในภายหน้ามาลงทุนโดยต่อจากนั้น) เราก็อาจจะจำเป็นขายหลักทรัพย์บางส่วนออกไปเพราะด้วยเก็บเงินในส่วนนั้นไว้ เงินตราคือสิ่งจำเป็น แต่ก็มีหลายอย่างที่สำคัญกว่าเงินทอง เงินหมดไปต่อจากนั้นคงจะมองหาใหม่ได้ แต่ถ้าว่าบางสิ่งไม่ว่ามีเงินซักกี่พันล้านก็ไม่อาจShoppingคืนมาได้4. เอาตัวรอดให้ได้ อันนี้จำเป็นที่สุดๆๆๆๆๆ คนที่ใช้ Margin Loan พึงจะขายหลักทรัพย์เพราะด้วยลดโอกาสการเกิด Force Sell (บังขับขาย) กระผมรู้ว่าอาจจะไม่มีใครหน้าไหนหวังขายราคานี้ แต่หากมองกันตรงไปตรงมา ในการที่เราขายบางส่วนดียิ่งกว่าคุณโดนบังคับขายทั้งนั้น ใครที่พ้นวิกฤตรอบที่ผ่านมาโดยใช้ Margin อาจจะซึมซับดี รอดเลยก็กลับกลายเป็นเก๋า แต่ทว่าถ้าโดนเกรียนซะก่อนก็จะกลับเป็นแค่ประวัติศาสตร์ที่ไม่มีผู้ใดจำได้5. ควรทำให้ยอดเยี่ยมที่สุดในสิ่งที่คุณทำได้ (ที่ชื่นชอบรู้… การจ้องราคาตลอดเวลาไม่ใช่ การกะทำดีที่สุด) คุณสมควรดูเหตุการณ์นี้คือช่องทางในการหาความรู้ หนทางในการทบทวนหุ้นที่คุณถือได้ว่าอยู่ คือช่องทางที่คุณจะเลยตกผลึกช่องทางความคิด แต่ว่าถ้าคุณมีตัวเงินอยู่บ้าง ก็อาจจะซื้อเพิ่มได้ หากไม่มีจากนั้นคุณคงขายหุ้นที่เราคิดว่าได้ Upside น้อยกว่าไปหาหลักทรัพย์ที่มี Upside มากกว่า สำหรับคนที่ไม่มี Margin โดยแล้ว อาจทดลองคิดดูเลย บางท่านอาจจะใช้อนุพันธ์คือทางให้เลือกใหม่ๆ (ทว่าสำหรับ Margin พร้อมทั้งอนุพันธ์ ผมอยากจะเสนอสำหรับคนที่ได้ประสบการณ์ระดับหนึ่งเท่านั้น การใช้เครื่องมือที่คุณไม่รู้จักพอๆกันกับเป็นถือมีดที่ปลายแหลม ยิ่งใช้จะยิ่งบาดมือเอา)

รูปแบบการตัดขาดทุนโดยเส้นสายค่ากลาง Moving Average(MA)

เส้นสายค่ากลางMoving Average(MA) นี้ เป็นวิธีที่ใช้กันอย่างแพร่หลายและนานกันเชียว เนื่องจากมันคือ Indicatorในการวิเคราะห์หุ้นเทคนิค อย่างแรกๆที่มีชนิดคือ Stop and Reverse(SAR) ในตัวของเขาเอง มุมมองอธิบายง่ายๆซึ่งก็คือ การหาต้นทุนโดยเฉลี่ยภายในช่วงเวลาที่คุณต้องการออกมา แล้วอนุมานว่า สมมติว่าราคา ณ สมัยปัจจุบันนั้นสูงกว่าเงินลงทุนเฉลี่ยโดยนั้น ปรากฏถึงภาวะทางจิตวิทยาที่ดีอยู่ เนื่องแต่ใครยอมให้ชำระแพงโคตรกว่าเงินลงทุนเฉลี่ยของวันที่ผ่านมาเรื่อยๆ ทั้งนี้ ทั้งนั้น บางท่านอาจใช้ MA ในประเภทที่ต่างกันไป บางท่านอาจใช้ 2 เส้นสาย หรือว่า 10 เส้นคือก๋วยเตี๋ยว 1 ชามเลยก็เป็นไปได้ แต่ทว่าทั้งนี้ ทั้งนั้นนั้น ต้องนึกถึงทว่า สมมติว่าคุณใช้เส้นสาย MA มากขึ้นเท่าใด มันจะยิ่งช้ากว่าตลาด หรือไม่ก็ได้การ Lag มากยิ่งขึ้น กับเป็นการอิงพร้อมกับการเกิดสภาพหนึ่งๆที่พร่ำเพรื่อ จนอาจจะทำเอากระบวนการรวนพร้อมกับไม่สามารถโดยในระยะยาวได้ดีเท่าที่ควรเส้นสายค่ากลาง(เงินลงทุน) หรือไม่ก็ Moving Average นั้นได้กันอยู่หลายรูปแบบพอสมควรเช่น Simple / Exponential/ Weighted/ Time Series/Triangular/ Variable หรือไม่ก็แม้กระทั่ง Adaptive Moving Average (AMA) ซึ่งสำหรับออกแบบมาให้ปรับภาวะไปตามตลาดหุ้น โดย Perry Kaufman ได้คิดค้นพร้อมทั้งเขียนไว้ในหนังสือของเขานาม Trading System and Method นั่นเอง ทว่าอย่างไรก็ดี เมื่อนำเอามากระทำการทดสอบนั้น ยังไม่เห็นผลลัพท์ความแตกต่างอยู่ระหว่างเส้น MA ธรรมดา พร้อมกับ AMA เท่าที่ควร เพราะฉะนั้น เลือกใช้มอบเหมาะสมกับแบบของคุณดีเสียกว่า เช่นคนที่เดิมพันยาวๆหน่อยคงใช้ SMA ธรรมดาๆ แต่ถ้าว่าหากใครเดิมพันสั้นลงมาหน่อยคงจะทบทวนการใช้ EMA ด้วยเหตุว่าได้ถ่วงน้ำหนักให้มีความอ่อนไหวต่อสมัยปัจจุบันมากกว่าครับส่วนดี:ง่ายต่อการใช้ เหมาะกับการเดิมพันในหลายแบบ อาจประยุกต์ใช้เป็นระบบต่างๆได้หลากหลายอาทิ เมื่อใช้หลายเส้นสาย ก็ทยอยซื้อขายครั้นเส้นสายที่ Parameter น้อยกว่าตัดขึ้นมาเรื่อยๆ พร้อมทั้งทยอยขายครั้นเขาค่อยๆพากันตัดลงข้อด้อย:อย่างเนื่องจากมันคือค่ากลาง เขาซึ่งช้ากว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆในตลาดหุ้น ณ สมัยนี้ คุณจะสังเกตเลยว่าเมื่อเขาให้สัญญาณShopping-ขายนั้น มูลค่าโดยมากขึ้นหรือไม่ลดลงไปพอเพียงสมควรแล้ว เป็นเหตุให้จำเป็นต้องเผื่อระยะพร้อมด้วยเผื่อเหลือเผื่อขาดในการที่หุ้นมักวิ่งสวนทางกับคุณพอสมควร แต่ว่าอย่างไรก็ดี เขาเป็นระบบที่มีความหยุ่นพร้อมกับคงทน Robust สูงประเภทหนึ่งครับ

ตลาดหลักทรัพย์ผันผวน มีวิธีจัดการอย่างไรถึงได้ทรัพย์

ตลาดหลักทรัพย์ในขณะนี้สับสนจริง บางวันก็ขึ้นสีเขียว ในบางวันก็ขึ้นสีแดงซะงั้น เดิมพันเอานักลงทุนเด็กใหม่อย่างคุณกระทำสิ่งใดไม่ถูกเลย ไม่รู้ว่ามักพิเคราะห์หุ้นไปในแนวทางไหน มองไปช่องทางไหนนั่นดูเหมือน ภาวะเศรษฐกิจไม่ค่อยเป็นใจ ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจภายในประเทศที่คนหลายคนกังวลว่าจะเจริญก้าวหน้าใช่ไหม เพราะว่ายังมีกรณีวัดดวงจำนวนมาก อาทิ ภาระหนี้สินครัวเรือนที่คงยังสูง เงินลงทุนภาคเอกชนต่ำ อีกทั้งต่างชาติก็แย่ ตลอดเวลาพิจารณาทว่ากรีซ ว่าท่านยุโรปจะเอาอย่างไร ทำให้เรานั้นกรี๊ด กรี๊ด เป็นลมไปด้วย แต่ยังเป็นการโชคดีแนวทางเงินต่างประเทศหลั่งไหลเข้ามาในไทยบ้าง แต่ถ้าว่าไม่รู้ชั่วครู่ ไม่ก็ตลอดไปค่ายยุทธวิธีแรก:ขี่พายุทะลุฟ้า เหมาะสมกับนักลงทุนที่ยอมรับความเสี่ยงได้ ตัดขาดทุนเป็น เน้นย้ำหุ้นที่พร้อมทั้งกลับตัวขึ้น สังเกตได้จาก1.หุ้นที่ตกลงมาอย่างมากๆ หรือหุ้นที่ตกไม่ขาดสายมานาน 5 วัน ไม่ก็ 7 วัน อย่างปราศจากต้นสายปลายเหตุ ราคาค้าขายเริ่มน้อยลง เตรียมเฝ้าดู ควบคู่กันมองหาโอกาสซื้อ เมื่อหุ้นกลับตัว ตกลงใจมอบรวดเร็ว2.หุ้นที่คุ้นๆขึ้นแรงๆๆ หรือ ลงแรงๆๆ จากนั้น นิ่งอยู่นานๆยิ่งกว่า 1-2 อาทิตย์ ไม่มีผู้ใดสนใจ มูลค่าซื้อขายแลกเปลี่ยนน้อย เฝ้าดูเช่นเดียวกัน3.หุ้นที่มีมูลค่าสูงในทุกวันนี้ สูงกว่า 3 – 5- 7 วันก่อน (New High) นั่นก็ต้องชมอย่างนี้เหมาะสำหรับนักลงทุนที่อายุต่ำกว่า 35 ปี กล้าตัดสินใจ มีระยะเวลาชม ไม่กลัวขาดทุน เพียงพอมีผลกำไรขายกระทำรอบ ผิดทางจำต้อง ขายทิ้ง นั่นหมายถึงหาจุดพอขาดทุน (Stop Loss) ไว้โดยทุกครั้งที่วางวิธีการจุด Stop Loss นั่นก็คือ การกำหนดจะยอมขาดทุน 1-5% หรือว่าขายข้างในวัน หรือไม่ถือข้ามวันจากนั้นขาย หรือไม่ขายน้อยกว่าราคา Low ใน2วันก่อน(หุ้นมี New Low) ฯลฯกลยุทธ์ที่สอง : เสือซุ่ม ตะปบเหยื่อ1.กำหนดเป้าหมายจะลงทุนระยะยาว หัวใจสำคัญเพราะจะทำให้คุณรอดพ้นได้จากการปรับเปลี่ยนของทางตลาดในระยะสั้น จำเป็นต้องเลือกลงเงินหุ้นในใจ อย่างเน้นหุ้นปัจจัยด้านพื้นฐานดี ที่เรารู้จัก เชื่อมั่น ถ้าเกิดสิ่งใดขึ้น ห้างร้านนี้ไม่เสื่อมเสีย2.ถึงแม้ว่าคุณมักวางเป้าหมายอย่างไร ความผันผวนเป็นสิ่งที่คาดหมายได้ยุ่งยาก ดังนั้นเราควรจะเลือกมุ่งเน้นลงทุนในหุ้นพื้นฐานดีที่มีความคงทนต่อการปรับเปลี่ยนสูง เช่น หุ้นธุรกิจขนาดใหญ่ที่คือผู้นำตลาด มีสถานะทางการเงินที่มั่นคง สร้างผลิตภัณฑ์อุปโภค บริโภค อาทิ หุ้นไฟฟ้า หุ้นน้ำ หุ้นโรงพยาบาล หุ้นอาหารการกิน เป็นต้น3.ให้ความสำคัญลงทุนในหุ้นที่ปันผลดี เพื่อทว่าแม้ราคาหุ้นคงจะยังไม่ปรับตัวได้จากสภาวะตลาดหุ้นที่ซบเซาแต่ถ้าว่าโดยธุรกิจการค้าที่ยังคงมีผลของการดำเนินงานที่ดี เราก็คงยังได้ปันผลที่มากกว่าการฝากเงินพร้อมกับแบงค์ มอบให้ความสำคัญที่ผลกำไรดี ชำระเงินปันผลต่อเนื่อง หุ้นลักษณะแบบนี้มักร้องเรียกหุ้นชุดกลุ่มหลบภัย หาได้ไม่ยุ่งยากวุ่นวาย4.มองรุนแรง นั่นก็คือ หนทาง คนรวยหุ้นเกือบแต่ละท่าน ลงทุนในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจต่ำ ก็เพราะว่ามนุษย์เราค่อนข้างใจหายต่อเหตุการณ์ข้างนอกกระทั่งอยู่ในสภาวะกระต่ายตื่นตูม 555+แล้วเสร็จคุณซื้อหาหุ้นดี คราวชั่วโมงย่ำแย่5. หลักการบริหารความเสี่ยง โดยการกระจายเงินลงทุน ทั้งการขยายความเสี่ยงไปยัง หุ้นแตกต่างอุตสาหกรรมกัน หรือไม่ก็หมู่หุ้นที่ไม่เหมือนกัน ประเภทสินทรัพย์การลงทุนที่แตกต่างกันไป รวมถึง การลงทุนประเทศที่ต่างเห็นไหมคะช่วงเวลาตลาดหุ้นปรับเปลี่ยนทั้งนี้มีเรื่องที่สร้างสรรค์กลยุทธ์ต่อยอดเงินลงทุนจำนวนมาก ทั้งนี้ ทั้งนั้นขึ้นอยู่ที่ใจนักลงทุนแค่นั้น

การวางเดิมพันหุ้นโดยใช้ ELLIOTT WAVE THEORY

ทฤษฏี Elliott Wave เป็นหนึ่งในวิธีการในการวิเคราะห์ทางเทคนิค(การวิเคราะห์หุ้นโดยการใช้กราฟพร้อมด้วยเครื่องไม้เครื่องมือทางสถิติต่างๆนานา) ถูกตั้งชื่อตามชื่อของนาย Ralph Nelson Elliott ซึ่งสำหรับทฤษฏีนี้เลยแรงบันดาลใจมาจาก Dow Theory พร้อมกับการสังเกตท่าทางของมูลค่าหุ้นในตลาด โดยนาย Elliott กล่าวสรุปไว้ทว่า การปรับเปลี่ยนของราคาหลักทรัพย์ในตลาดหุ้นอาจจะทีมักทำนายได้โดยการสังเกตพร้อมกับบอกลักษณะของ Wave ที่ซ้ำๆ ในความเป็นจริงแล้ว Elliott มีความเชื่อว่า ความประพฤติในคนถูกอิทธิพลของรูปแบบ  Waveโดยความช่วยเหลือใน C. J. Collins เป็นเหตุให้หลักสูตรของนาย Elliott ถูกสนใจอย่างได้มีการตีพิมพ์ในนิตยสาร Financial World ในปี 1939 ในช่วงทศวรรษที่ 1950 พร้อมกับ 1960 (หลังจากที่นาย Elliott เสียชีวิตไปต่อจากนั้น) งานของนาย Elliott ได้ถูกเติบโตต่อโดยนาย Hamilton Bolton ในปี 1960 นาย Bolton ได้เขียนหนังสือนาม Elliott Wave Principle – A Critical Appraisal สำหรับเป็นงานตีพิมพ์งานแรกหลังจากที่นาย Elliott เสียชีวิตไป ซึ่งในปี 1978 Robert Prechter กับ A.J. Frost เลยร่วมกันเขียนหนังสือที่เกี่ยวกับ Elliott Wave อีกครั้งโดยหลักการของทฤษฏี Elliott Wave สามารถสรุปเลยแบบนี้สิ่งที่ทำเป็นผลมาจากปฏิกิริยาตอบโจทย์มี 5 Wave ใน Trend หลักกับจะตามมาโดย 3 Wave ในช่วงปรับเปลี่ยน (“5-3” move)5-3 Move เป็นการครบรอบวัฏจักรซึ่งสำหรับรูปแบบ 5-3 มักจะคือรูปแบบที่ปรากฏขึ้นโดยทั่วไป แต่ว่าระยะเวลาที่เกิดในแต่ละ Wave นั้นไม่แน่นอนFibonacci number เป็นส่วนใหญ่การขั้นแรกของทฤษฏี Elliott Wave โดยลำดับใน Fibonacci เริ่มจาก 1 และกระทำการบวกกับเลขที่แล้วสำหรับเนรมิตเลขใหม่ ยกตัวอย่าง 0+1 = 1 , 1+1 =2, 2+1=3, 3+2=5,5+3=แปด, 8+5 = 13 เป็นต้น โดยแต่ละวัฎจักร Elliott บอกไว้ทว่าจำนวน wave ที่บังเกิดขึ้นมักล่วงโดยในลำดับ Fibonacci ตัวอย่างเช่น ในเส้นกราฟข้างบน มักพบว่าได้ สอง Primary Wave ซึ่งกล่าวคือ impluse wave พร้อมทั้ง Correcive wave และมี แปด intermediate wave (เรียงลำดับ 5-3ด้วยเหตุที่แสดงไว้ในกราฟแรก) และได้ 34 minute wave (ตามตัวหนังสือที่เจาะจงในกราฟ) ตัวเลข 2, 8, 34 ทั้งนั้นตกอยู่ในลำดับตัวเลข Fibonacciซึ่งสำหรับในสมัยเก่าในตลาดหลักทรัพย์Down Jone คุณพบว่าปรากฏ Grand Supercycle ในปี 1932 กับลูกที่ 5 ซึ่งสำหรับเป็นลูกสุดท้ายปรากฏที่จุดต่ำสุดของทางตลาดในปี 1982 พร้อมทั้งในเดือนตุลาคม 19แปด7 ตลาดหุ้นเกิดการทรุดอย่างหนักซึ่งสำหรับเป็นการจบวัฎจักร อย่างทฤษฏีของ Elliott wave นั้นก็คือความถูกต้องของการคาดการณ์ขึ้นกับความแม่นยำในการแยกแยกแยะลูกคลื่นนั่นเอง